


5 เดือนของการเดินทาง
ที่ตั้งใจเอาไว้หลายอย่าง ไม่เป็นไปดังที่คิด
แต่มีบางอย่างที่ได้มา ตื่นตาตื่นใจ เกินกว่าที่คาดหวังไว้
ตอนออกเดินทางตั้งใจว่า จะจดบันทึกและถ่ายภาพไว้
แล้วเก็บมาเล่าเป็นเรื่องราวรายทางในทุกๆ ตำบลได้ยิ่งดี
แต่พอลงสนามจริง เวลาก็หมดไปกับการพบปะสนทนา
และการหาที่พัก ที่ซักผ้า ที่ตากผ้า ซึ่งเปลืองเวลาไปไม่น้อย
สิ่งที่ไม่ได้คาดหวัง ไม่ได้ตั้งใจ แต่ได้เพิ่มขึ้นมาเอง
แบบตื่นตาตื่นใจกลับมีมากกว่าและเกินภาพภาษาจะบรรยาย
ทางรูปธรรม (ประจักษ์) กล่าวได้ว่า เมืองไทยสวยงาม
น่าท่องเที่ยว น่าสัมผัส น่าศึกษา อย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้
ทางนามธรรม (จิต) กล่าวได้ว่า การเดินทางในครั้งนี้
นำจิตสมัยที่เดินป่ากลับมาได้เกือบหมด และสุขุมลุ่มลึกขึ้น
อาจจะเป็นเพราะวัยและประสบการณ์ชีวิตที่มากขึ้นก็เป็นได้
เรื่องที่ได้พบได้เห็นแล้วอยากจะบันทึกไว้ก็มีมากเหลือเกิน
แต่พอยังมีภาระที่จะต้องพบปะสนทนาและการหาที่พักเป็นต้น
จนเป็นเหตุให้ไม่สามารถบันทึกทุกวันได้ กลายเป็นเรื่อง
ที่น่าเสียดาย และอาจจะต้องตายไปกับตัวของนายตะวัน
ยิ่งนับวันได้ผ่านได้พบก็ยิ่งรู้ว่า เวลาและโอกาสไม่พอเสียแล้ว
สิ่งที่พอจะทำได้ในตอนนี้ก็คือหาที่อันปลอดภัยและเงียบสงบ
สรุปเรื่องราวที่มากมายมหาศาลให้เหลือย่อๆ พอไม่ให้สูญเปล่า
คำว่าที่ปลอดภัย..มาจากเรื่องน่าเสียวไส้ย้อนหลังดังนี้
เป็นเวลากว่า 5 เดือน หรือเกิน 150 วันไปแล้ว
ที่นอนไม่เลือกที่ โดยเฉพาะภายในวัด ด้วยความชะล่าใจว่า
วัดเป็นที่ปลอดภัยมากที่สุดอยู่แล้ว จึงไม่เคยคิดมากอะไร
เจ้าอาวาสชี้ให้ไปพักที่ใด ก็จะไปโดยไม่ทันฉุกคิดระวังตัว
ไม่ว่าจะเป็นโรงป่าช้า ศาลาเมรุ โรงครัว หรือศาลาริมแม่น้ำ
ยิ่งห่างจากกุฏิพระ เงียบสงัดจากผู้คน ก็คิดไปแต่ในทางยินดี
จนเพิ่งไม่กี่วันมานี้ มีอยู่คืนหนึ่ง ท่านเจ้าอาวาสชี้ให้ไป
นอนที่โรงครัว มีศาลาการเปรียญคั่น บังกุฏิพระไว้จนมิด
อันที่จริงเทียบกับที่ผ่านๆ มา ก็ไม่ได้วิเวกวังเวงจนเกินไป
คิดว่าถ้าตะโกนพระเณรก็คงพอได้ยิน แต่เลือกที่จะไม่รบกวน
คืนนั้นมีคนมาด้อมๆ มองๆ อยู่ทั้งคืน เป็นอันไม่ต้องนอนกัน
นั่งสมาธิบ้าง กายบริหารแบบฤษีดัดตนบ้าง จนสว่างไปเอง
ทำให้ได้สติและมาคิดทบทวน ย้อนกลับไปเสียวสันหลังวูบวาบ
รอดมาได้อย่างไรกัน ชุมชนแออัด ชายทะเล และชายแดน
ตกไปข้างฝ่าย "ประมาท" อย่างชัดแจ้ง เราไม่ได้มาตาย
เรามีเป้าหมายที่จะไปรอบโลก แต่ไม่ใช่แบบคนบ้าบิ่นผจญภัย
เอาแค่ได้ไปพบไปเห็นมากที่สุดเท่าที่จะมากได้เป็นกำไรชีวิต
จะมาติดแค่ความเกรงใจและตกหลุมความแล้งน้ำใจของผู้คน
ปล่อยตนให้เสี่ยงภัยโดยใช่เหตุ "เราไม่ใช่พระเหมือนก่อน"
ขอขอบคุณ "คู่เวรนิรนามที่มาด้อมๆ มองๆ ทั้งคืนวันนั้น"
ต่อจากนี้ไป จะไม่นอนในที่เปลี่ยวอีก "หลับแล้วเหมือนตาย"
ถูกทุบหัวปาดคอก็คงไม่มีโอกาสได้ร้องตะโกนให้ใครมาช่วย
แม้จะได้รสของความเงียบสงัด แต่เสี่ยงเกินไป ไม่คุ้มค่ากัน
การเป็นคนแปลกหน้าเสมอ ทำให้หาที่พักได้ไม่ง่ายนัก
เพราะแม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าในบัดนี้ ท่านก็ไว้ใจใครไม่ได้
ที่อ้างมากที่สุดก็คือของวัดหาย และถึงกับทำร้ายเจ้าอาวาสก็มี
กว่าจะได้ที่พัก บางวันก็ต้องไปเสียเวลาทะเลาะกับพระตั้งนาน
"ก็สุดแท้แต่พระคุณเจ้าจะชั่งน้ำหนักเอา
คนที่มาพักไม่ได้ลักก็มี คนที่มาลักไม่ได้มาพักก็มี
คนที่ทั้งมาพักทั้งมาลักก็มี แบบไหนมากกว่ากัน ผมก็ไม่รู้
ผมรู้แต่ว่า ผมมาขอพักอย่างเดียว ไม่ได้มาลักแน่นอน"
ถ้าเข้าตาจนจริงๆ ก็จะอ้างความเป็นเปรียญธรรม 9
และเคยบวชเรียนมานานกว่า 21 ปีเป็นไพ่ใบสุดท้าย
ซึ่งถ้าถึงขั้นนี้ก็ไม่มีวัดใดขับไสไล่ส่งต่อไปอีก มีแต่จะชวนคุย
ถามความเป็นมาเป็นไป ซึ่งก็มีอยู่หลายครั้งที่จุดไต้ตำตอ
ส่งผลให้กลับกลายเป็นแขกพิเศษของเจ้าอาวาสไปเลยทีเดียว
เป็นอันว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ก็คงจะใช้ไม้ตายนี้บ่อยขึ้น
เพื่อความปลอดภัย จะได้ไปทั่วไทยและไปรอบโลกได้จริงๆ
ไม่ไปพลาดท่าถูกทุบหัวตายระหว่างทาง ซึ่งจะน่าเสียดายนัก
ส่วนการเก็บเรื่องราวรายทางมาเล่าไว้ก็คงจะไม่ครบถ้วน
และเมื่อมาคิดทบทวนดีๆ สมัยนี้เรื่องข้อมูลหาง่ายอยู่แล้ว
ถึงจะเล่าอย่างไร ก็คงไม่เที่ยงตรงเท่ากับเจ้าของถิ่นแน่นอน
และน่าเชื่อได้ว่าในยุคนี้ อย่างน้อย อบต.ก็คงมีข้อมูลของตนๆ
คนที่เพียงแต่ไปผ่าน พูดไปก็อาจจะพลาดและทำให้สับสนก็ได้
นี่เป็นข้ออ้างสำหรับคนที่ไม่มีปัญญาจะทำได้ดังที่ตั้งใจไว้ 555
แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทำได้ง่าย เพราะไม่ต้องอาศัยโอกาสใดๆ เลย
คือการเจริญจิตภาวนาหรือทำสมาธิ พออยู่คนเดียวก็ทำได้ทันที
พูดคนเดียวก็บ้า ร้องเพลงนักก็เจ็บคอ กำหนดลมหายใจไปดีกว่า
ขณะขับรถก็ได้ ตอนกลางคืนก่อนนอนและตื่นนอนยิ่งวิเศษนัก
การเดินทางครั้งนี้สิ่งที่ได้มามหาศาลก็จึงได้แก่ "สมาธิ" นี่เอง
มีอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่บันทึกไว้อาจจะไร้อรรถรสและน่าเสียดาย
คือการขอเข้าพบผู้ที่ไม่เคยรู้จักกันและไม่ได้นัดหมายนั้นก็ไม่ง่าย
แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังถือว่า "เป็นผู้มีน้ำใจ" ให้เข้าพบเสมอ
โดยเฉพาะในหน่วยงานขนาดเล็กยังมีความเป็นกันเองค่อนข้างสูง
ผู้บริหารส่วนใหญ่มักมีอัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใส จิตใจเบิกบาน
ตรงกันข้ามกับหน่วยงานขนาดใหญ่ที่มักจะมีผู้บริหารที่เคร่งเครียด
โดยมักจะอ้างว่างานยุ่ง แต่แท้ที่จริง "เย่อหยิ่งถือตัว" เสียมากกว่า
เพราะหน่วยงานขนาดใหญ่ก็มักจะมีคนทำงานมากกว่างานที่มีอยู่แล้ว
หน่วยงานขนาดเล็กเสียอีกที่ผู้บริหารต้องทำงานเป็นภารโรงเองด้วยซ้ำ
แต่เขาก็ทำได้ และทำด้วยใจที่เบิกบานแจ่มใส โดยไม่ถือเนื้อถือตัว
คงเป็นเพราะ "หัวโขน" ของเขาไม่หนักจนเกินไป ก็เลยใส่สบาย
เรื่องหนึ่งที่ทำให้การเข้าพบยาก เพราะผู้บริหารเกือบทั้งหมด
อ้างความรำคาญพนักงานขายตรงที่ไร้มารยาทที่มารบกวนประจำ
ทำให้ต้องไปเสียเวลาแก้ไข แทนที่จะได้พูดถึงปณิธานของนายตะวัน
ซึ่งเรื่องนี้ก็น่าเห็นใจทั้งสองฝ่าย เพราะต่างก็มีภาระหน้าที่ที่ต้องทำ
หน่วยงานก็คงมีงานเยอะจริงๆ โดยเฉพาะงานเอกสารที่ซ้ำซ้อนน่าเบื่อ
ส่วนพนักงานขายตรงก็ต้องทำมาหากินอันเป็นหน้าที่ของพ่อค้าแห่งยุค
"เมืองใดไร้พาณิชเลิศ เมืองนั้นย่อมเกิดขัดสน" ถ้าขาดคนพวกนี้
เศรษฐกิจของชาติก็อาจจะแย่ ข้าราชการที่กินเงินภาษีก็จะอยู่ไม่ได้
จึงเท่ากับว่า "ตอนนี้พวกเขากำลังรำคาญผู้มีพระคุณของเขานั่นเอง"
ปัญหานี้คงแก้ไขเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ โดยเฉพาะแบบหักดิบ
ประเภทติดป้ายหน้าหน่วยงาน ประจานความไร้ฝีมือของผู้บริหารเองว่า
"ห้ามนำสินค้าทุกชนิดเข้ามาขาย.." กลายเป็นแล้งน้ำใจไปเสีย
เป็นการซ้ำเติมสังคมให้ตีบตันหนักขึ้นไปอีก ว่างๆ ก็ลองคิดดูใหม่
ส่วนฝ่ายพ่อค้าก็ควรจะทบทวนวิธีการและมารยาทของตนให้จงหนัก
อย่าบุ่มบ่ามโฉ่งฉ่างสร้างความรำคาญแก่ลูกค้า ซึ่งจะเสียมากกว่าได้
ไม่มีลูกค้าคนใดจะตัดสินใจซื้อสินค้าในสถานการณ์ที่รำคาญแน่นอน
หรือถ้าเขาซื้อเพราะปัดความรำคาญ นั่นคือการเสียศักดิ์ศรีของพ่อค้า
และทำนายได้เลยว่า "อนาคตทางการค้าของคุณไม่รุ่งเรืองเด็ดขาด"
เพราะด่านแรกของอาชีพพ่อค้า จะต้อง "ครองใจลูกค้า" ให้ได้เสียก่อน
เรื่องสุดท้ายที่จะเล่าคราวนี้ คือ การเดินทางในครั้งนี้อยู่ในห้วงเวลา
ที่คนไทยทั้งประเทศ ถูกครอบงำด้วยสื่อ และสื่อก็กำลังนำเสนอ
เรื่องความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องหลัก เรื่องปากเรื่องท้อง
เป็นเรื่องรองลงมา นายตะวันเข้าพบปะใคร โดยเฉพาะใน อบต.
ก็จะชวนคุยเรื่องการเมือง ซึ่งก็ต้องคอยหลบๆ เลี่ยงๆ ไปตามเรื่อง
บ้างถึงกับเอาจริงเอาจังว่า "คุณอยู่ฝ่ายไหน ? ถ้าไม่อยู่ฝ่ายนี้
ก็ไม่ต้องมาคุยกัน เสียเวลา" ถึงขนาดนี้ก็มี เป็นเรื่องที่น่าสลดมาก
ความประมาทและความยึดมั่นถือมั่น มีอันตรายร้ายแรงถึงเพียงนี้
ทักษิณอ้างเพื่อชาติ กับ สนธิอ้างกู้ชาติ แต่ผลคือทำลายชาติทั้ง 2 คน
คน 2 คนนี้กำลังแบ่งคนไทยออกเป็น 2 ฝ่าย อย่างน่าวิตกกังวล
คนรักทักษิณก็จะเกลียดสนธิ คนเกลียดทักษิณก็จะเชียร์สนธิ แบบนี้จริงๆ
ภาพของประชาชน 2 ฝ่าย จะแสดงออกง่ายๆ แต่เขามักจะไม่รู้สึกตัว
พวกรักทักษิณก็จะงมงาย พวกที่เชียร์สนธิก็บ้าคลั่ง ต่างก็จะเอาชนะให้ได้
พวกรักทักษิณก็อ้างความดีของทักษิณ และเห็นว่าส่วนที่ทักษิณชั่วเล็กน้อย
แล้วโจมตีฝ่ายสนธิว่า "ขี้อิจฉา เสียผลประโยชน์ และต้องการได้อำนาจ"
พวกที่เชียร์สนธิก็มองว่าทักษิณชั่วช้าสามานย์ชนิดที่จะหาความดีไม่ได้เลย
ตกไปในฝ่ายขาดความเมตตา ไม่ยอมรับความดีที่ทักษิณก็ต้องมีอยู่บ้าง
สังคมแบบนี้น่าเป็นห่วงเหลือเกิน แต่ก็ท้าทายสติปัญญาของคนไทยครั้งสำคัญ
นายตะวันก็ได้แต่หวังว่า "อย่าเพิ่งฆ่ากันตายเสียก่อนที่จะได้จับเข่าคุยกัน"
แค่เรื่องของคน 2 คนจะมาทำลายชาติให้ปี้ป่น คนไทยทั้งชาติก็น่าอาย.
11 ตุลาคม 2551 / สำนักเรียนสาขาวัดบางนาใน กทม. อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว