




เดินทาง..พลิกแผ่นดิน
คำว่า "พลิกแผ่นดิน" ไม่จำเป็นต้องรัฐประหารเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่า "ระบอบใหม่" ก็ไม่ดีไปกว่า "ระบอบเก่า" สักเท่าใด
นั่นแสดงว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบอบ แต่อยู่ที่ "โดยธรรม" หรือ "โดยอธรรม" มากกว่า
ทุกวันนี้แผ่นดินเต็มไปด้วย "อธรรม" ผู้คนจึงขาดสันติสุข สังคมโลกจึงไร้สันติภาพ
คำว่า "พลิกแผ่นดิน" ก็จึงหมายถึงเพียงแค่การ "พลิกเอาธรรมะกลับคืนมา" ให้ได้เท่านั้น
ซึ่งนายตะวันเจียมตัวเสมอว่า ตนไม่มีความสามารถ ไม่มีวาสนาบารมี ที่จะไปทำได้
การเดินทางครั้งนี้ อย่างดีก็เป็นแค่ "การประท้วงเงียบของพลเมืองเล็กๆ คนหนึ่ง" เท่านั้นเอง
โดยหวังว่า สักวันหนึ่งคนที่มีความสามารถ คนที่มีวาสนาบารมี หรืออาจเป็นคนทั้งสังคมก็ได้
จะหันมาสนใจการประท้วงเงียบของเขาแล้วเอาไปช่วยกันคิด "พลิกแผ่นดิน" ให้ได้จริงๆ
สิ่งที่เขาเชื่อโดยความบริสุทธิ์ใจ และเป็นแรงผลักดันให้ออกมาเดินทางประท้วงเงียบ มีดังนี้
1. การเลี้ยงลูกไม่ถูกทางของพ่อแม่ หรือการที่พ่อแม่ไม่ได้เลี้ยงดูอบรมลูกด้วยซ้ำไป
และซ้ำร้ายด้วยการที่พ่อแม่รังแกลูกโดยไม่รู้สึกตัว ด้วยความคาดหวัง กดดัน ให้ลูกมีลูกเป็น
ตามที่พ่อแม่ต้องการอันเป็นอธรรมที่ปล่อยเอาไว้ไม่ได้ จะต้องรีบพลิกแผ่นดินให้พ่อแม่ได้
เลี้ยงดูอบรมลูกด้วยตนเอง และจะต้องเลี้ยงดูอบรมลูกให้ถูกทางหรือให้ "ถูกธรรม" ด้วย
อันเป็นธรรมะที่จะต้องนำกลับมา ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ อะไรที่เป็นอุปสรรคขัดขวางทำให้
พ่อแม่เลี้ยงดูลูกเองไม่ได้ อะไรที่เป็นเหตุปัจจัยทำให้เกิดการเลี้ยงลูกไม่ถูกทางไปห่างธรรม
จะต้องได้รับการแก้ไขก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด เพราะถ้ายังแก้ไข เรื่องนี้ไม่ได้ ปัญหาอื่นๆ
ของบุคคล ประเทศชาติ และของโลก ก็จะไม่มีทางแก้ไขได้เลย
2. การศึกษาที่หลงเอา "ดาต้า" เป็น "ปัญญา" โดยเข้าใจว่า "คนรู้มาก" คือ "คนมีปัญญา"
อันเป็นความมืดบอดในทางวิชาการ แล้วหลงผิดไปยัดเยียดดาต้าให้เด็กๆ จนสมองของเขาเออเร่อร์
เหมือนคอมพิวเตอร์แฮ้งค์ แสดงออกมาเป็นความก้าวร้าว ใจร้อน มักง่าย ด่วนได้ ไม่อดทน
คิดแคบ มองใกล้ และใฝ่ต่ำ อันเป็นอธรรมที่ปล่อยเอาไว้ไม่ได้ จะต้องรีบพลิกแผ่นดินให้
สถาบันการศึกษาครูบาอาจารย์ตาสว่างในทางวิชาการโดยด่วน หันกลับมาอบรมเด็ก
ให้เกิดปัญญาอย่างแท้จริง โดยผ่านกระบวนการ"ไตรสิกขา" คือ การฝึกฝนกายวาจา
การเจริญจิตภาวนา และการอบรมปัญญา อย่างถูกทาง ให้รู้เท่าทันตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ของตนเอง อันเป็นธรรมะที่จะต้องนำกลับมา ให้ทันเวลาก่อนที่โลกจะแหลก
(ในฐานะที่นายตะวันเคยเป็น "ครูใหญ่" บริหารสถานศึกษาและปฏิบัติการสอนเองมาก่อน
ได้เสนอแนวทางปฏิรูปการศึกษา "จิต 50 ทักษะชีวิต 30 วิชาการ 20"
มานานเกือบ 20 ปี โดยมีผู้เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก แต่มักจะเป็นแค่ "ครูน้อย" ในชนบท
และเป็นธรรมดาที่จะต้องมีผู้คัดค้านบ้าง ซึ่งนายตะวันก็ได้ชี้แจงแสดงแนวคิดไปอย่างหมดจดแล้ว
เช่น ถ้าให้วิชาการเหลือแค่ 20 จากที่เคยยัดเยียดให้ถึง 70 มาตลอด เด็กก็จะไม่โง่ลงหรือ ?
ก็ได้ถูกหักล้างโดยความเป็นไปได้จริงที่ว่า 70 % ของจิตที่คับแคบแค่ 1 วา
ย่อมน้อยกว่า 20 % ของจิตที่กว้าง 1 ไร่หลายสิบเท่า ดังนั้น 20 ของนายตะวัน
จึงมากกว่า 70 ในปัจจุบัน หลายสิบเท่า นั่นหมายถึงถ้าทำได้ตามนี้ เด็กของเรา
ก็จะเป็นอัจฉริยะกันเต็มบ้านเต็มเมือง และที่สำคัญคือจะเป็นอัจฉริยะที่มีจิตเบิกบาน
สุขง่าย ทุกข์ยาก ยิ้มแย้มแจ่มใส ไปทั้งโลก นั่นคือปวงชนจะบังเกิดสันติสุข
และสังคมโลกจะได้รับสันติภาพอย่างแท้จริงและยั่งยืน /..
จิต 1 วา คือจิตที่คับแคบ เพราะถูกกดดัน บ่อนทำลายรอบด้าน ของเด็กๆ ในปัจจุบัน
จิต 1 ไร่ คือจิตที่กว้างขวาง เพราะถูกคลี่คลาย สลายปัญหา ของเด็ก ๆ ในอนาคตที่สดใส
นอกจากนี้ยังมีปัญหาในการบริหารการศึกษาที่สำคัญ คือการแย่งเอาเวลาของครูไปจากเด็ก
ด้วยเหตุปัจจัยใดๆ ก็ตาม นั่นก็เป็นอธรรมที่ปล่อยเอาไว้ไม่ได้ จะต้องรีบแก้ไขในทันทีที่รู้สึกตัว
ว่า "รังแกเด็กไปเสียแล้ว" เด็กคือผู้ยิ่งใหญ่ในระบบการศึกษา ครูผู้สอนคือบุคคลสำคัญ
ถัดลงมา ส่วนผู้บริหารทุกระดับมีความสำคัญน้อยที่สุด วิธีการใดทำให้เด็กเสียโอกาส
ทำให้ครูผู้สอนหย่อนความสามารถ วิธีการนั้นผิด ครูผู้สอนจะต้องมีอิสระ ผู้บริหารจะต้อง
ทำงานหนักขึ้น ไม่ใช่เอาเปรียบครูผู้สอน เป็นการรังแกเด็ก และเป็นบาป)
3. พระสงฆ์ต้องหาเงินสร้างวัดเอง ทำให้ประกอบ "อเนสนา" (การแสวงหาอันไม่สมควร)
ที่พระพุทธเจ้าทรงติเตียน อย่างไม่มีใครอายใคร การบวชตามประเพณีที่เคยเป็นกุศโลบาย
ที่ดีของชาติ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ไร้ศรัทธาเข้าไปบ่อนทำลายศาสนาโดยง่าย
(บวชเพียงกาย แต่ใจไม่บวช มีพฤติกรรมไม่ต่างจากชาวบ้าน)
มากขึ้นทุกทีในยุคปัจจุบัน อันเป็นอธรรมที่ปล่อยเอาไว้ไม่ได้ จะต้องรีบพลิกแผ่นดินให้พระสงฆ์
ดำรงสมณธรรมให้ได้จริงๆ ด้วยการปฏิรูปวงการพุทธบริษัทอย่างเอาจริงเอาจังทั้งสังคม
(ไม่ใช่เฉพาะวงการสงฆ์ ซึ่งเป็นเพียงผู้รับผลกระทบที่ปลายเหตุ)
และตลอดไปถึงการปฏิวัติประเพณี พิธีกรรมให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยและทันสมัย ไม่น่าเบื่อ
โดยมุ่งสาระมากกว่ารูปแบบ อันเป็นธรรมะที่จะต้องนำกลับมา
(ถ้าพระสงฆ์ยังไม่มีธรรมะ แล้วโลกนี้จะหวังพึ่งใครได้อีก ?)
อันที่จริง พระศาสดามอบพระศาสนาไว้ให้บริษัททั้ง 4 หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ
คือทั้งฝ่ายพระสงฆ์ ทั้งฝ่ายฆราวาสต่างก็เป็นศาสนทายาทเท่าเทียมกัน แต่ปัจจุบัน
มักมองกันไปที่ "พระสงฆ์ไม่เอาไหนเลย" ซึ่งเป็นการมองอย่างไม่ยุติธรรม หรือแบบหาแพะรับบาป
พระสงฆ์ไม่ใช่คนอื่นไกล ล้วนแต่ไปจากฆราวาสญาติโยมทั้งนั้น ในเมื่อฆราวาสขาด
ความรับผิดชอบต่อพระศาสนามากที่สุด พอถึงคราวบวชก็บวชไม่จริง คือไม่ได้บวชด้วยใจศรัทธา
แล้วจะไปหวังอะไรได้ จึงไม่ควรโทษพระสงฆ์แต่ฝ่ายเดียว
4. ครูบาอาจารย์กลายเป็นคนยากจนที่สุด มีหนี้สินมากกว่าใครทั้งหมด
เพราะมีค่าตอบแทนไม่สมกับภาระหน้าที่ ถ้าตราบใดครูบาอาจารย์ยังมีเงินเดือนน้อยกว่าแพทย์
แต่มีภาระที่ต้องใช้จ่ายมากที่สุดในสังคม เช่น จ่ายสงเคราะห์ลูกศิษย์ จ่ายในกิจของชุมชน
เพราะครูคือผู้กว้างขวางที่สุดในท้องถิ่น ก็จึงทำให้ครูถูกดูหมิ่น เสียดุลยภาพ เสื่อมศักดิ์ศรี
ลดความเป็นปูชนียบุคคล ตกต่ำ ย่ำแย่ อ่อนแอลงไปทุกที อันเป็นอธรรมที่ปล่อยเอาไว้ไม่ได้
จะต้องรีบพลิกแผ่นดินให้ครูเป็นอยู่อย่างสง่างาม สูงศักดิ์ศรี โดดเด่นเป็นปูชนียบุคคล
ด้วยกัลยาณมิตตธรรม เป็นหลักในทางวิชาการ เป็นสมองของสังคม โดยเริ่มต้นที่
ครูบาอาจารย์จะต้องได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าแพทย์กว่าวิศวกร
(แพทย์และวิศวกรก็ไม่ได้ลดลงหรืออาจได้เพิ่มขึ้นด้วยก็ได้)
และครูด้วยกัน ครูที่สอนเรื่องจิต (เช่น คุณธรรมจริยธรรม) จะต้องมีค่าตอบแทนสูงกว่า
ครูบาอาจารย์ที่สอนวิชาการอื่นๆ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณที่ถูกต้องดีงามให้กับสังคม
อันจะทำให้คนอยากเป็นครูมากขึ้น ประเทศชาติก็จะมีตัวเลือก
ที่จะคัดสรรคนมาเป็นครูของเด็กได้ดีและมีประสิทธิภาพสูง ทั้งครูทั่วไปต่างก็อยากเรียนรู้
เพื่อไปเป็นครูสอนเรื่องจิต ทำให้ครูส่วนใหญ่ฝักใฝ่ในการภาวนาจิตตนเองให้สูงขึ้น
เพื่อหวังความก้าวหน้าในวิชาชีพ ซึ่งจะเป็นผลดีแก่เด็กๆ อันเป็นธรรมะที่จะต้องนำกลับมา
ก่อนที่จะ "ไม่มีครู" อีกต่อไป (ถ้าครูเป็นแบบอย่างที่ดีไม่ได้ ผู้คนในสังคมจะเอาอย่างใคร ?)
5. ชาวไร่ชาวนาซึ่งเป็นบุคคลที่มีบุญคุณ ต่อสังคมมากที่สุด เพราะผลิตอาหารมา
เลี้ยงสังคม ถูกบ่อนทำลาย ถูกเหยียดหยาม ถูกเอารัดเอาเปรียบมากที่สุดอย่างน่าเศร้า
ทำให้อนุชนแม้ที่เป็นลูกชาวไร่ชาวนา ก็ไม่อยากเป็นชาวไร่ชาวนาอีกต่อไป
(ส่วนหนึ่งมาจากความเกียจคร้าน ไม่สู้งานหนักด้วย)
อันเป็นอธรรมที่ปล่อยเอาไว้ไม่ได้ จะต้องรีบพลิกแผ่นดินยกย่องให้ชาวไร่ชาวนา
เป็นผู้มีเกียรติมีศักดิ์ศรีสูงสุดในสังคม ยิ่งกว่ารัฐมนตรี ที่แม้แต่พระเจ้าแผ่นดิน
ก็ยังน้อมพระเศียรให้ นับประสาอะไรกับข้าราชการหรือนักการเมือง
ที่ยังชอบวางตัวเขื่องให้เป็นที่น่ารังเกียจอย่างที่เห็นเป็นประจำ ในเมื่อชาวไร่ชาวนา
คือผู้ที่ทำงานหนักที่สุด ก็จึงสมควรที่สังคมจะต้องกตัญญูรู้คุณและตอบแทน
ด้วยการซื้ออาหารในราคาที่ยุติธรรม สมกับที่เขาเหนื่อยยาก แทนการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
ในเรื่องอื่นๆ เช่น แฟชั่นอันน่าอาย คือราคาที่เขาควรได้ จะต้องพอทำให้ชาวไร่ชาวนา
ได้กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในสังคม นั่นแหละจึงจะยุติธรรม เพื่อจะให้คนทั่วไป
อยากเป็นชาวไร่ชาวนาให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีผู้สมัครใจไปเป็นผู้ผลิตอาหาร
ให้สังคมมากขึ้น มีเหลือกินก็นำไปขายจ่ายแจกให้ประเทศอื่นที่แห้งแล้งกันดาร
อันเป็นธรรมะที่จะต้องนำกลับมา ก่อนที่ชาวนาจะสูญพันธุ์
(ถ้าชาวนาไม่มีข้าวกิน สังคมนี้จะกลืนข้าวลงคอกันได้หรือ ?)
6. ธรรมชาติ (สิ่งแวดล้อม ดิน น้ำ ลม ฟ้า อากาศ ...พลังงาน สสาร มวลธาตุ)
คือพระเจ้า ผู้ให้กำเนิดสรรพชีวิต กำลังวิปริตและวิกฤติมากขึ้นทุกทีอย่างที่ไม่เคยปรากฏ
มาก่อน เพราะการบ่อนทำลายของมนุษย์ (ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงตามกฎของธรรมชาติเอง)
นี่คือ "การทำลายล้างโลก" โดยน้ำมือมนุษย์เอง ด้วยความเขลาเบาปัญญา
แบบคนโง่อวดฉลาด หรือด้วยความมืดบอดทางวิทยาการ เพราะความเห็นแก่ตัว
เหมือนกับ "ยักษ์ตาบอด" มีกำลังมากแต่มองไม่เห็นหนทาง ความเจริญทางวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยีคือ "ยักษ์" ซึ่งมีกำลังอันมหาศาล (คือบันดาลสิ่งมหัศจรรย์ได้ไม่สิ้นสุด)
การนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมาใช้อย่างผิดๆ คือ "ตาบอด" ทำให้โลกกำลังจะแหลก
อยู่กันไม่ได้อีกต่อไป อันเป็นอธรรมที่ปล่อยเอาไว้ไม่ได้ จะต้องรีบพลิกแผ่นดินให้ธรรมชาติ
กลับมีสมดุลและยั่งยืนให้ได้ เหมาะสำหรับเป็นที่อยู่อาศัยของสรรพสัตว์ไปตราบนานเท่านาน
วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีก็ยังเจริญต่อไปได้ สำหรับนำไปใช้ในทางที่ถูก แบบตาสว่าง
อย่างมีคุณค่า อันเป็นธรรมะที่จะต้องนำกลับมา ก่อนที่ธรรมชาติจะวินาศปี้ป่น
(ถ้าธรรมชาติย่อยยับ มนุษยชาติก็จะต้องสูญพันธุ์แน่นอน)
7. ความหลากหลายทางชีวภาพคือความยั่งยืนของมวลชีวิต ความหลากหลาย
ทางวัฒนธรรมคือความยั่งยืนของมวลมนุษย์ บัดนี้ถูกบ่อนทำลายไปโดย "ชีวิตเชิงเดี่ยว"
เช่น การเกษตรเชิงเดี่ยว (ปลูกพืชชนิดเดียวเพื่อตอบสนองทางเศรษฐกิจ)
การค้าแบบผูกขาด (ห้างสรรพสินค้าข้ามชาติประเภทโลตัส บิ๊กซี คาฟูร์ 7-11)
และโดย "วัฒนธรรมแบบเดี่ยว" ซึ่งเป็นแบบ "วัตถุนิยมสามานย์" โลกทั้งโลก
ไม่ว่าจะค่ายไหน ก็กำลังไหลไปตกอยู่ในอำนาจของวัตถุนิยมทั้งสิ้น
อันเป็นอธรรมที่ปล่อยเอาไว้ไม่ได้ จะต้องรีบพลิกแผ่นดินให้ชีวภาพยังหลากหลาย
ให้วัฒนธรรมยังมีมากมาย คงความยั่งยืนงดงามตระการตาของโลกอยู่ต่อไป
อันเป็นธรรมะที่จะต้องนำกลับมา ก่อนจะสิ้นแผ่นดินธรรม
ถ้ามวลมนุษย์ชื่นชมความหลากหลาย มนุษย์ก็จะมีใจกว้าง สังคมก็จะไม่มีสงคราม
ความขัดแย้ง ความคิดแบบมีอัตตา ความเห็นแก่ตัว ความยึดมั่นถือมั่น ความติดในรูปแบบ
อย่างใดอย่างหนึ่ง กล่าวได้ว่าเป็น "ความคิดเชิงเดี่ยว" เป็นโมหะ ความหลง
ความงมงาย ซึ่งระบบการศึกษาที่ทำกันอยู่ทั่วโลกในปัจจุบันยังแก้ปัญหานี้ไม่ได้
สาเหตุหลักก็เพราะการศึกษาทุกวันนี้ยังไร้เดียงสาในเรื่องจิต มีความเห็นผิดเป็นพื้นฐาน
เลยยิ่งจบดอกเตอร์ก็ยิ่งไม่เจอทางออก ยิ่งมีความรู้มากก็ยิ่งหลงมาก เพราะบวกเอา
ความหลงความรู้ของตัวเองเข้าไปด้วย แสดงอาการออกมาให้เห็นง่ายๆ
เช่น เป็นดอกเตอร์ก็ยังฆ่าตัวตาย จบนอกมาเนรคุณพ่อแม่ อันเป็นเรื่องน่าเศร้า
และสูญเปล่าทางการศึกษายิ่งนัก ต่อเมื่อได้มาตั้งต้นศึกษากันใหม่ที่การเอาใจใส่เรื่อง "จิต"
ก็จะเกิดระบบ "ความคิดเชิงแยกแยะและเชื่อมโยง" เข้าใจความสัมพันธ์ของชีวิต
สังคม โลก และธรรมชาติ อย่างเชื่อมโยงเป็นโครงข่าย แสดงอาการออกมาให้เห็นง่ายๆ
คือ ความมีจิตใจกว้างขวาง การมองทุกอย่างแบบไม่ยึดติด และมีความเห็นแก่ตัวน้อยลง
(ความคิดเชิงเดี่ยวเป็นความโง่เขลา ความคิดเชิงแยกแยะและเชื่อมโยงเป็นความมีสติปัญญาแท้)
8. เงินอันเป็นตัวแทนของวัตถุนิยมที่มนุษย์เป็นคนคิดสร้างมันขึ้นมา กำลังกลายเป็นพระเจ้า
เข้ามาบงการชีวิตของมนุษย์ส่วนใหญ่ เพราะความหลงใหลในวัตถุนิยมของมนุษย์เอง
ทำให้ถึงกับสูญเสียศักยภาพพื้นฐานในการเอาชนะทุกข์ และสร้างสุขด้วยตัว (จิต) เอง
กลายเป็นคนเบาปัญญาถึงขนาดกับว่า อยากมีความสุข ก็ต้องดิ้นรนหาเงิน เพื่อเอาเงินมาซื้อวัตถุ
พอได้วัตถุมาสมใจอยาก ก็จึงเป็นสุขแบบสั้นๆ แล้วต่อนจากนั้นก็เริ่มเบื่อของเก่า
แล้วอยากมีของใหม่ ก็จึงดิ้นรนต่อไป อย่างไม่รู้จักจบ อันเป็นอธรรมที่ปล่อยเอาไว้ไม่ได้
จะต้องรีบพลิกแผ่นดินให้มนุษย์เห็นเงินเป็นแค่กระดาษใบหนึ่ง ซึ่งสมมติกันขึ้นมา
อำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนเท่านั้น ส่วนการเอาชนะทุกข์และสร้างสุขไม่ได้ยากอะไรเลย
หรือไม่ใช่จะต้องเอาไปฝากไว้ปลายทางของเงินสักนิด เพราะเพียงแค่ "จิต"
ตามความคิดตัวเองทัน หยุดความคิดตัวเองได้ สั่งเลี้ยวขวาเลี้ยวซ้ายได้ด้วยตนเอง
ก็เอาชนะทุกข์และสร้างสุขได้แล้ว พูดให้เข้าใจง่ายๆ ว่า "สุขแท้สร้างได้ ไม่ต้องใช้เงินซื้อ
สุขเทียมเปลืองสตางค์" การเอาชนะทุกข์และสร้างสุขได้เอง คือสุดยอดแห่งการมีชีวิต
อันเป็นธรรมะที่จะต้องนำกลับมา ก่อนจะได้ชื่อว่าเสียชาติเกิด
(จิตเป็นสิ่งแรกที่มนุษย์จะต้องหา ไม่ใช่เงินอย่างที่ทำๆ กันอยู่)
9. อำนาจ (อิทธิพลเชิงเดี่ยว) คือความป่าเถื่อน ไร้การศึกษา จิตไม่ภาวนา ปัญญาไม่เกิด
ต่อให้จบปริญญาเอก ถ้ายังเหลิงอำนาจก็ได้ชื่อว่า "ป่าเถื่อน ไร้การศึกษา" อยู่ดี สมัยโบรารณ
ยอมให้มีผู้นำใช้อำนาจ ก็เพื่อจะกำราบคนพาล คนเห็นแก่ตัว ที่ชอบเอาเปรียบผู้อื่น
ซึ่งย่อมมีอยู่เป็นธรรมดา จึงจำเป็นจะต้องมีผู้นำที่มีคุณธรรมเข้ามาใช้อำนาจให้เป็นธรรม
คือเพื่อเกิดความยุติธรรม หรือเพื่อเอาธรรมเป็นหลักใหญ่ ดังนั้นอำนาจที่แท้จริงบรรพบุรุษ
สร้างไว้เพื่อให้รับใช้ธรรม แต่ตกมาในปัจจุบันในยุคเงินเป็นพระเจ้า ผู้มีเงินมากก็เลย
ใช้เงินซื้ออำนาจด้วย และเอาอำนาจที่ตนซื้อได้มาเป็นช่องทางหาเงินให้ได้มากขึ้นไปอีก
โดยไม่ใส่ใจถึงความยุติธรรม คือไม่ได้มีอำนาจไว้รับใช้ธรรมะอีกต่อไป เป็นวงจรอุบาทว์
ที่น่ารังเกียจ อันเป็นอธรรมที่ปล่อยเอาไว้ไม่ได้ จะต้องรีบพลิกแผ่นดินให้มนุษย์หวงแหน
อำนาจอันตนมีมาแต่เดิม (อิทธิพลเชิงโครงข่าย) โดยการไม่ยอมขายอำนาจนั้น
ให้ผู้มีเงินที่ไร้ธรรมะ แต่จะยอมยกให้ฟรีๆ กับผู้ที่มีธรรมะแม้จะไร้เงิน เพื่อให้เขาเอาอำนาจ
ของเราไปรับใช้ธรรม อำนวยความยุติธรรม นำพาประโยชน์สุข บำบัดทุกข์ภัย และแก้ไขปัญหา
ให้กับสังคม ด้วยความเสียสละ อันเป็นธรรมะที่จะต้องนำกลับมา ก่อนที่มนุษย์จะเข่นฆ่ากันเอง
(พ่อแม่ที่เอาแต่คาดคั้นลูกคือพ่อแม่ที่หลงอำนาจย่อมเป็นพ่อแม่ที่ดีไม่ได้
ครูบาอาจารย์ที่เอาแต่ขู่ตะคอกนักเรียนคือครูบาอาจารย์ที่หลงอำนาจย่อมเป็นครูบาอาจารย์
ที่ดีไม่ได้ พระสงฆ์องค์เจ้าที่เอาแต่บาปมาขู่เอาแต่บุญมาล่อโดยไม่ให้ "ปัญญา"
คือพระสงฆ์ที่หลงอำนาจย่อมเป็นพระสงฆ์ที่ดีไม่ได้ หัวหน้างานที่เอาแต่ชี้มือใช้
คือหัวหน้าที่หลงอำนาจย่อมเป็นหัวหน้าที่ดีไม่ได้ ฯลฯ จงใคร่ครวญดูเถิด)
นี่เป็นตัวอย่างที่สำคัญและชัดเจนที่สุด ส่วนตัวอย่างอื่นๆ ยังมีอีกมากมาย
สรุปง่ายๆ ผมเห็นโดยความบริสุทธิ์ใจว่า "อธรรมกำลังครอบงำโลก"
ซึ่งปล่อยเอาไว้ไม่ได้อีกแล้ว ถึงเวลามานานแล้ว จนอาจจะสายเกินไปเสียด้วยซ้ำ
ที่เราจะต้อง "นำเอาธรรมะกลับมา" ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
และผมเจียมตัวเสมอว่า ความสามารถวาสนาบารมีของผมมีน้อยนิด
คงจะพลิกแผ่นดินไม่ได้อย่างแน่นอน สิ่งที่ผมพอทำได้ โดยไม่รบกวนใคร
และไม่ทำร้ายตัวเอง "ก็ด้วยการเดินทางประท้วงแบบเงียบๆ" อย่างที่กำลังทำอยู่นี้
ถ้าท่านไม่เห็นด้วยกับผม ก็โปรดมี "ขันติ" อดทนต่อผมที่เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย คนหนึ่ง
แต่ถ้าท่านเห็นด้วย ก็โปรดช่วยสนับสนุนโดย "เมตตา" ซื้อสินค้าสปอนเซอร์ผมตามที่เห็นสมควร
สินค้าที่ว่านี้คือหนังสือ "ยอดมนุษย์ พระพุทธเจ้า" ที่ผมเขียนเอง และดำเนินการจ้างวาดภาพเอง
นำติดรถมาเป็นวัตถุมงคลขลังสำหรับคุ้มภัยให้ผมเดินทางโดยสวัสดิภาพ และเป็นสินค้าหารายได้เพิ่ม
สำหรับเติมน้ำมันรถเอง ไม่ได้เรี่ยไร จะเรียกว่าค้าขายก็ตามใจคุณ แต่ผมถือว่า ผมกำลังสปอนเซอร์ตัวเอง
ด้วยผลงานของตนเองไม่รบกวนใคร ให้ไปได้ทั่วไทย และอาจไปต่อได้รอบโลก ทั้งถ้ายังมีส่วนเหลือ
ผมก็จะนำไปสนับสนุนอาสาสมัคร ส่งเสริมความดี สร้างสรรค์ความงาม และสื่อสารความจริง
ให้แพร่หลายมากขึ้นไปอีก (http://www.see-light.net)
จึงขออภัยที่อาจทำให้ "บางท่านรำคาญ"
และขอขอบคุณ "บางท่านที่สนับสนุนปณิธาน" ด้วยความซาบซึ้งจริงใจ
"นายตะวัน" (อำนวย นาคกนิษฐ ป.ธ.9)
เริ่มเดินทางสุรทินที่ 9 วิสาขมาส ปีพุทธศักราช 2551
ร่วมสปอนเซอร์ หรือเพียงให้กำลังใจ
ได้ที่สายตรงถึงนายตะวัน (มือถือ) 081-494-6856 E-mail : naai_tawan@hotmail.com