ผมเกือบรักเธอ
บันทึกนี้ ถ้าไม่นำมาลงไว้ ก็รู้สึกเหมือนมีความผิด ที่ปกปิดซ่อนเร้นอะไรอยู่
ครั้นพอนำมาลงไว้ เปิดอ่านทีไร ก็รู้สึกเหมือนประจานตัวเองยังไงๆ ก็ไม่รู้
ตกลงว่า เมื่อตัดสินใจเลือกชีวิตโปร่งใส ก็ควรนำมาลงไว้ให้รู้แล้วรู้รอด
เด็กวัยรุ่นควรอ่านด้วยวิจารณญาณว่า นี่ไม่ใช่เรื่องดี ขืนทำตาม จะเกิดปัญหายุ่งยากตามมา
ผู้ใหญ่ก็ควรอ่านอย่างเข้าใจในความเป็นจริง และอย่าโทษ "เด็ก" ว่า "ใจแตก"
คนผิดก็คือผู้ใหญ่ ในที่นี้ก็คือนายตะวัน ที่ตอนนั้นถ้าไม่หน้ามืด ก็อาจจะสอนเด็กๆ ก็ได้
คำแก้ตัว (ตอนนั้น) ว่า "ถ้าเราไม่ทำ คนอื่นก็ทำ และเด็กพวกนี้ก็อยากได้เงินใช้"
คิดยังไงๆ ก็ไม่สมเหตุสมผล เอาตรงๆ ก็คือหลงกิเลสนั่นเอง "น่ารังเกียจตัวเองนัก"อีกอย่างหนึ่ง หากอ่านเอาความรู้และเพื่อให้เกิดความเข้าใจในสังคมที่เป็นจริง
ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ควรเข้าใจว่า "เรื่องแบบนี้ไม่ใช่แค่ข่าวที่กุกันมาเล่าเอาให้สนุก" อีกต่อไป
มันคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในสังคม แม้เป็นเพียงส่วนน้อย แต่ก็มากขึ้นทุกวัน จนประมาทไม่ได้แล้ว
ถ้าเผลอไผลลืมตัว ผู้ใหญ่อาจจะเสียลูกหลาน เด็กๆ ก็อาจจะเสียคน แล้วเรียกกลับคืนไม่ได้อย่างไรก็ดี แม้นายตะวันจะยอมรับว่า "เรื่องราวนี้บันทึกจากสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองจริงๆ"
แต่ฉากและตัวละคร ย่อมถูกแต่งขึ้นใหม่ เพื่อไม่ให้ไปล่วงละเมิด "น้องๆ" เหล่านั้น
ซึ่งถึงอย่างไรนายตะวันก็รู้สึกเอ็นดูและสงสารพวกเธออย่างจับใจ ไม่เคยเสื่อมคลาย
เธอเหล่านั้น นอกจากให้ความหฤหรรษ์แก่นายตะวันอันไม่เคยได้รับมาก่อนเลยในชีวิต
พวกเธอยังได้ให้บทเรียนและมุมมองเรื่อง "ปัญหาเด็กวัยรุ่น" แก่นายตะวันใหม่ อย่างสิ้นเชิง
แต่ก่อนมานายตะวันยอมรับว่า "เข้าใจปัญหาของเด็กเหล่านี้อย่างพร่ามัว" และเคยหลงประเด็น
เห็นเป็นความ "ใฝ่ต่ำ มักง่าย ใจแตก" ของเด็กๆ ไปเสียก็มี แต่พอได้เจอกับเหตุการณ์นี้ด้วยตนเอง
ได้ยินคำสนทนาของพวกเธอที่คุยกันหลายวันหลายเวลา ทำให้เข้าใจได้อย่างแจ่มชัดว่า
ภายใต้ร่างกายอันโสมมแล้วนั้น แต่จิตใจของพวกเธอยังหลงเหลือความงดงามอยู่อย่างน่าอัศจรรย์
ถ้าสังคมไม่ทอดทิ้ง ไม่รุมประณาม และหันมาเอาใจใส่ด้วยความเข้าใจและช่วยกันแก้ปัญหา
เด็กๆ เหล่านี้ก็จะผ่านพ้นช่วงเลวร้ายของชีวิตไปได้อย่างแน่นอน นั่นคือความรู้ใหม่ของนายตะวัน
จึงขอขอบคุณ "เด็กวัยรุ่นเหล่านั้น" โดยเฉพาะ "แม่เล้าสมัครเล่น" ผู้เป็น "คนแรกในชีวิต"
ของนายตะวัน แม้เราจะไม่สามารถยอมรับและคบหากันได้อย่างเปิดเผย แต่ก็ขอให้รับรู้เถิดว่า
นายตะวันไม่เคยรังเกียจเดียดฉันท์เธอเลย เพียงแต่สิ่งนั้น "สังคมส่วนใหญ่รับไม่ได้เท่านั้นเอง"ตอนแรก
ในห้องหรูหราบนชั้น ๒๐ ของโรงแรมระดับห้าดาวบนชายหาด
ที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ที่พอเปิดม่านก็จะมองเห็นวิวทะเล
สุดสายตา ขอบฟ้าจดพื้นน้ำ ดวงจันทร์วันเพ็ญส่องแสงนวลผ่อง
ตกต้องคลื่นทะเลที่วิ่งไล่ตามกันเข้าหาฝั่ง เกิดเป็นดอกดวงพราวพราย
ดึกมากแล้ว คืนนี้นับเป็นคืนที่สาม ผมบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร
กับการจะต้องมานอนในห้องเดียวกันกับเด็กสาวแปลกหน้าและสวย
ราวกับนางฟ้าแบบนี้ ในบรรดา ๕ คนที่ถูกคัดเลือกมานั้น เธอถูกมองว่า
มี คลาส ต่ำที่สุดเพราะมาจากสถาบันราชภัฏ ส่วนเพื่อนอีก ๔ คน
ล้วนมาจากมหาวิทยาลัยมีชื่อของประเทศทั้งสิ้น แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหน
ผมก็เห็นว่าเธอนี่แหละสวยที่สุดในบรรดา ๕ คนนี้ สวยยิ่งกว่าดารา
นางแบบในทีวีทุกคนที่ผมเคยเห็นมา
ผมยังเลือกที่จะนอนอ่านหนังสือที่โซฟา รอเวลาเพลียเต็มที่
แล้วให้เผลอหลับไป เด็กสาวคนนั้นนอนพลิกตัวกลับไปกลับมาบนเตียง
ที่อ่อนนุ่ม แบบนี้มาเป็นคืนที่สามแล้ว อีกคืนเดียวเท่านั้น
ราวเที่ยงคืนผมวางหนังสือลงและเอื้อมมือไปปิดสวิชต์ไฟฟ้า
ห้องหรูหรายังเหลือแสงสว่างเรื่อๆ จากโคมไฟที่หัวเตียง อาบเรือนร่าง
ในชุดบางโปร่งจนมองเห็นทุกสัดส่วนยั่วยวนกิเลสนัก ผมหันหน้ามา
ซุกเข้าหาพนักอิงของโซฟา ไม่ยอมหันกลับไปมองอีก
เสียงเธอขยับตัวดังกว่าทุกครั้ง ผมเผลอหันไปมอง ตาสบตา หยดน้ำใสๆ
จากดวงตาคู่สวยไหลลงมาอาบสองแก้มอันขาวเนียน เธอก้าวมาคุกเข่า
ที่ข้างโซฟาแล้วพร่ำว่า
หนูทนไม่ไหวแล้ว ทำไมพี่ทำกับหนูอย่างนี้ เหมือนหนูเป็นกิ้งกือ
ไส้เดือน น้ำเสียงเธอสั่นเครือ พี่คงไม่เชื่อหนู นี่เป็นครั้งแรกของหนู
จริงๆ หนูไม่มีทางออก เพื่อนมันบอกมีคนให้งานทำ เงินดีมากๆ หนูคิด
มาเป็นปี แต่ตอนนี้หนูจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ เธอระบายความอัดอั้น
ถ้าพี่ไม่ขึ้นไปนอนบนเตียงกับหนู หนูก็จะนอนที่พื้นข้างโซฟากับพี่นี่แหละ
ผมจึงต้องขึ้นไปนอนบนเตียงกับเธอ ผมสูญเสียความบริสุทธิ์
เป็นครั้งแรกกับวัยที่ใกล้จะ ๔๐ ปีแล้ว ส่วนเด็กสาวคนนั้นจะครั้งแรก
อย่างที่เธออ้างหรือครั้งที่เท่าไร ผมไม่รู้ ?เดือนที่หนึ่ง
ที่สวนสาธารณะริมบึงใหญ่ในยามโพล้เพล้ ผู้คนเริ่มบางตา
เด็กสาวนั่งเหม่ออยู่ริมบึง มองตามตะวันที่ลับขอบฟ้าลงไปแล้ว
น้อง.. ผมทัก
ขอบคุณพี่มากๆ เลย ที่ยอมมาพบหนู เธอหันมา น้ำตาคลอเบ้า
ยกมือไหว้แล้วถลามาซบผม
มีอะไรจะให้พี่ช่วย ก็บอกมาเถอะ ผมพูดจากใจจริง ถ้าช่วยได้พี่จะช่วย
หนูไม่รู้จะพูดอย่างไรดี แค่นี้ก็รู้สึกว่า ชีวิตตัวเองบัดซบเหลือเกินแล้ว เธอเริ่มต้น
พูดมาเถอะ พี่ยินดีรับฟัง ผมพูดจากความสงสารที่จับขั้วหัวใจ
หนูขอพี่ใช้สักเดือนละ ๓ พันได้ไหม ? เธอบอกความต้องการ
ผมเผื่อใจมาแล้วจึงวางเฉยได้
นะพี่นะ.. เธอรบเร้า หนูไม่อยากทำตัวแหลกเหลวไปกว่านี้..
หนูขอมีพี่คนเดียวนะ เหตุผลของเธอ หนูจะไปหาพี่ทุกเย็นวันศุกร์
แล้วกลับเช้าวันจันทร์นะพี่.. หนูจะทำความสะอาดบ้าน ซักเสื้อผ้า
ทำกับข้าวให้พี่ด้วย ถึงหนูไม่ค่อยได้ทำ แต่หนูก็ทำได้นะ โปรโมชั่นของเธอ
ก็ได้ ผมก็ต้องรับสิครับ กิเลสผู้ชายและหัวใจขี้สงสารเดือนที่สอง
พักบ้างเถอะ ผมพูดจากส่วนลึกของหัวใจ ใช้ให้พี่ช่วยบ้างก็ได้
ข้าวของในบ้านพักที่เคยถูกทิ้งวางไว้อย่างระเกะระกะ เดี๋ยวนี้ถูก
จัดไว้อย่างเป็นระเบียบ พื้นที่เคยเปื้อนฝุ่นมาแรมเดือนถูกขัดถูเป็นเงาวับ
ตู้เสื้อผ้าที่เคยเหม็นอับกลับหอมกรุ่นและพร้อมใช้
ไม่ต้องหรอกจ๊ะ.. พี่ทำงานมาทั้งวัน น้ำเสียงของเธออ่อนหวาน
น้องเองก็เรียนหนักมาทั้งสัปดาห์แล้ว ? ความคิดกับคำพูดของผมตรงกัน
มามะพี่จะช่วย
บอกไม่ต้องก็ไม่ต้องสิคะ แค่นี้ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ พี่มีบุญคุณกับหนู
หนูอยากตอบแทนพี่
ถ้างั้นวันนี้เอาเท่านี้ก่อนเถอะ มันจะเลอะบ้างก็ช่างมัน แต่ก่อนเลอะกว่านี้พี่ยังอยู่ได้เลย
ซกมกละไม่ว่า.. เธอหันมายิ้ม สบตากัน แล้วหลบสายตาค้อน
ว่าพี่อย่างงี้ได้ไง.. แบบนี้ต้องลงโทษ
ผมจู่โจม เธอเอามือที่ว่างผลักอกผมไว้ แต่ไม่ทันแล้ว
อ้อมแขนของผมรัดเอวคอดกิ่วของเธอ เธอดิ้นเอาไม้แขวนเสื้อที่คา
อยู่อีกมือหนึ่งตีที่แผ่นหลังของผม
ตีพี่เหรอ ? .. ใจร้ายนัก จะจูบเสียให้เข็ดเลย ผมระดมจูบเธอ
ไปทั่วใบหน้าและซอกคอ
ไม้แขวนเสื้อหล่นจากมือเด็กสาว สองแขนเรียวเล็กและอ่อนนุ่ม
รัดแน่นแผ่นหลังผม มือทั้งสองของผมเปลี่ยนมาประคองคางเธอไว้
แล้วเชิดให้แหงนขึ้นมา ตาสบตากันดื่มด่ำ ผมก้มลงจูบ เธอแหงนคาง
ขึ้นมารับราวกับถูกมนต์สะกด ริมฝีปากประกบกันอย่างหวานซึ้งตรึงตรา
อาบน้ำก่อน เธอพรึมพรำขณะหยุดหายใจ ผมเปลี่ยนมาหอม
แก้มเธอเป็นของแถม
อาบด้วยสิ ผมลื่นไหล.. ก็มาสิ.. เด็กสาวไม่ขัดข้อง
เราพากันหายเข้าห้องน้ำนานสองนาน
ที่นอนของเธอกับผมเป็นผ้าไหมพรมผืนใหญ่ที่ปูทับลงไปบน
เสื่อเพื่อกลบความกระด้าง นุ่มพอบางๆ ผมชินมาแบบนี้ และทาง
การแพทย์บอกว่าดีแก่สุขภาพด้วย เธอเองก็บอกว่า หนูนอนได้
จิตในร่างบอบบางเข้าสู่ภวังค์หลับไปแล้ว เด็กสาวคนนี้
แม้ในยามหลับใหล เธอก็สวยได้อย่างหยาดเยิ้ม ทุกสัดส่วนราวกับ
เทพยดามาสลักเสลาไว้ เป็นโชคดีหรือโชคร้ายของผมหนอ ?
จะบอกกับพ่อแม่อย่างไร ? ถึงลูกสะใภ้เด็กคนนี้ ..
ผมคิด ทั้งชีวิตไม่เคยโกหกพกลมเลย
กับญาติพี่น้องและเพื่อนพ้องอีกล่ะ จะบอกอย่างไร ? พบกันที่ไหน ?
มารักกันได้อย่างไร ?
ผมหาคำตอบที่น่าภาคภูมิใจไม่ได้เลย.. ผมอยากยกย่อง
และทะนุถนอมเธอ ผมคงรักเธอแล้ว ?เดือนที่สาม
พี่คะ.. นี่เพื่อนหนู เด็กสาวพาเพื่อนมาด้วย ถ้าหนูขอให้เพื่อน
ค้างกับหนูด้วยจะได้ไหมคะ ?
ได้สิ.. ทำไมจะไม่ได้ ผมพูดจากใจจริง .. แม้จะรู้สึกค้างมา
ทั้งสัปดาห์แล้ว ก็รอให้ถึงเย็นวันศุกร์มาทุกวัน ดันมีก้างขวางคอซะนี่..
แต่เกิดมาเป็นคนมันก็ต้องมีน้ำใจ คุณว่าจริงไหมล่ะ ?
ผมหอบผ้าออกมานอนที่ห้องโถง ปล่อยให้สาวๆ ได้อยู่กัน
ตามลำพัง พอไม่มีกิจกรรมหรือกิจกามประกอบกับเหนื่อยมาทั้งวัน
ผมก็ผล็อยหลับไปอย่างง่ายดาย
น้องว่าที่นอนของเราแข็งไปไหมวันนี้ ผมฝัน
ไม่เป็นไรนิคะ เด็กสาวพูด เราแลกจูบกันพัลวัน นัวเนียกัน
อย่างคนหิวกระหาย
มาให้พี่จูบให้ถนัดสิ ผมพูด พร้อมประคองหน้าเธอกลับมา ผมผงะทันที..
นี่.. สะดุ้งตื่น
เด็กสาวในอ้อมกอดของผม.. ตายละ.. ผมทำอะไรลงไป ผมผลุด
ลุกขึ้นนั่งในทันที แต่ก่อนที่ผมจะพูดอะไร อีกข้างหนึ่งเด็กสาว
ของผมหัวเราะรื่น เธอไม่เปิดโอกาสให้ผมพูด โผมาจูบและกอดรัด
ผมแน่นในขณะข้างล่างเพื่อนของเธอก็ปรนเปรอให้ผมอย่างเมามัน
พี่ไม่ต้องพูดอะไร เด็กสาวของผมออกคำสั่ง ไม่ต้องทำอะไร นอนอยู่เฉยๆ
คุณเอ๋ย.. ผมอธิบายไม่ถูกว่ามันรู้สึกอย่างไร ? กิเลสมันก็กรุ่น
อยู่เต็มอก มโนธรรมสำนึกก็ฝังลึกหยั่งรากอยู่สุดขั้วหัวใจ ผมปล่อย
เลยตามเลย ยอมให้เด็กสาวสองคนผลัดกันขึ้นปรนเปรอ ทนฟังเสียง
หัวเราะของพวกเธอที่พากันทำกับผมราวกับเป็นของเล่น..
เช้าตรู่ของวันจันทร์ เด็กสาวสองคนสวมชุดนักศึกษาสวยใส
ไม่เหลือร่องรอยคราบคาวโลกีย์เดินมาไหว้เพื่อลาผมไปเล่าเรียน
พี่ขอตังค์ให้เพื่อนใช้พันหนึ่งนะ เด็กสาวของผมเอ่ย
ผมเฉยเมย เพราะคิดเผื่อใจไว้ตั้งแต่วันนั้นแล้ว และยอมให้เธอ
ตามที่ขอด้วยหัวใจอลเวงเคว้งคว้างเดือนที่สี่
ผมตื่นขึ้นมาในเวลาที่เคยชิน ไก่ชาวบ้านขันรับกันเป็นช่วงๆ อากาศยังอบเอ้า
ทั้งที่ยามเช้าแล้ว เด็กสาวสามคนในชุดวันเกิด
นอนก่ายกันอย่างระเกะระกะ อาบแสงโคมไฟที่ไม่ได้ปิดมาตลอดคืน แม้จะสว่างเพียงเรื่อๆ
แต่กับสายตาที่ตื่นใหม่ มันก็สว่างโล่งราวกลางวัน ผมก้มมองตัวเองในชุดวันเกิดเหมือนกัน
อย่างขยะแขยงสุดบรรยาย ทั้งตัวผมและพวกเธอช่างดูอุดจาดนัยน์ตานัก
ผมทำลงไปได้อย่างไร และพวกเธอก็กล้าทำมันได้อย่างไร เด็กสาวของผมพลิกตัว
ขาของเพื่อนที่เกยก่ายขยับถ่างออกกว่าเดิม เพื่อนอีกคนหนึ่งนอนกรนน้ำลายยืด
ดูไม่จืดเอาเสียจริงๆ
เจ้าชายสิทธัตถะคงได้ทรงเห็นภาพแบบนี้ในวันที่เสด็จออกบรรพชาเป็นแน่แท้
กิเลสตัณหามีพลังรุนแรงนัก ยากที่จะหักห้ามไหว แต่เมื่อมันดับไปเองโดยธรรมชาติ
ก็ไร้พิษสงอย่างสิ้นเชิง
พี่ขอโทษพวกเธอด้วย เสียงหัวใจของผม สัปดาห์นี้จะเป็นหน
สุดท้ายแล้ว เมื่อเธอเลือกทางนี้ พี่ก็ช่วยอะไรไม่ได้
ผมก้มลงจูบเด็กผู้หญิงของผม ผู้ที่ผมเกือบจะรักเธอแล้ว ด้วยความรู้สึกสงสารอย่างจับใจตอนสุดท้าย
รถโดยสารปรับอากาศบึ่งไปตามถนนหลวง ผมนั่งมองทิวไม้
ที่วิ่งสวนทางรถ ภาพลวงตา ผมคิด ทั้งๆ ที่อยู่กับที่ พอรถพาเรา
ทะยานไปข้างหน้า ก็ราวกับว่าพวกมันวิ่งถอยหลัง ผมหวนคิดไปถึง
วัฒนธรรมประเพณีที่เป็นมรดกตกทอดสืบมา อันทรงคุณค่าของ
ปู่ย่าตายาย แต่เพราะลูกหลานทะเยอทะยานไปตามกิเลสและสิ่ง
ยั่วยุมอมเมา ที่รับเอามาจากบ้านอื่นเมืองอื่น ก็เลยเห็นว่าปู่ย่าตายายนั้นล้าสมัย
ผมอดรันทดใจไม่ได้ วันศุกร์นี้เด็กผู้หญิงคนนั้นจะพาเพื่อน
มาอีกกี่คน เธอจะทำอย่างไรในเมื่อมาแล้วไม่เจอผม เธอคงถูกเพื่อน
รุมต่อว่า เธอคงจะร้องไห้
คงไม่เลวร้ายนักหรอก ผมคิด อย่างน้อยเงินในบัญชีนับหมื่น
ที่ผมโอนไว้ให้ คงจะช่วยให้เธอไม่ลำบากไปได้อีกระยะหนึ่ง
วันศุกร์ไปกดดูสตังค์นะ.. พี่จะโอนให้ ผมบอกเธอ
วาระอะไรคะ เธอถาม
วาระที่พี่รู้สึกอยากจะให้ก็แล้วกัน ใช้จ่ายอย่างประหยัดล่ะ ผมเตือน
เจ้าค่ะ.. คุณพี่ เธอกระโดดหอมแก้มผม
ผมกำลังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ ที่ไหน แบบใด กับใคร ? ผมยังไม่รู้
รู้แต่ว่า ผมจะไม่ทำแบบนี้อีก ส่วนเธอและเพื่อนๆ ล่ะ
เมื่อไรจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้เสียที และจะมีวันนั้นไหม ?


