พระผู้ส่องสว่างทางความคิด
![]()
หลังจากหลี้ภัยเข้ามาอยู่ใน กทม. ทีแรกหลวงเตี่ยจะฝากเข้าวัดสุทัศน์บ้าง วัดเบญจมบพิตรบ้าง
แต่มีมิตรชาวโคราชท่านหนึ่งชวนว่า ถ้าคิดจะมาอยู่ กทม.ชั่วคราว วัดเล็กๆ อย่าง "วัดตึก" ดีที่สุด
ไม่ต้องเจ้ายศเจ้าอย่าง ไม่ต้องไปแก่งแย่งแข่งดีกับใคร จิตใจตอนนั้นมันหนีความวุ่นวายมาจริงๆ
ก็เลยตัดสินใจไปอาศัยอยู่วัดตึก ซึ่งก็อยู่แต่ในนามเป็นส่วนใหญ่ ออกพรรษาก็กลับไปชนบทตามเคยชิน
อยู่วัดตึก 2 ปี พอดีหลวงเตี่ยย้ายเข้าไปอยู่วัดราชโอรสและเรียกไปหาชวนแกมบังคับว่า "แกมาอยู่กับข้า"
ท่านเจ้าคุณอาจารย์พระธรรมกิตติวงศ์ เจ้าอาวาสวัดนี้เป็นชาวกำแพงเพชร จึงได้ทราบประวัติ "เณรตะวัน"
ว่าเคยเป็นนักทำงานมาแล้วอย่างโชกโชนก็จึงมอบตำแหน่งแบบก้าวกระโดดให้เป็น "ผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่"
เลยหลีกไม่พ้นสายตาเพื่อนพระและประชาชนว่า "พระมหาตะวัน ว่าที่เจ้าคุณรูปต่อไปของวัดราชโอรส"
เอาอีกแล้ว "วุ่นวายจัง" การศึกษาคณะสงฆ์ใน กทม. ทำยากกว่าชนบท เพราะสิ่งยั่วยวนมากเกินไป
ตลอด 4 ปีที่รับใช้อาจารย์ทำงานอยู่วัดใหญ่ (พระอารามหลวงชั้นเอก ประจำรัชกาลที่ 3) ไม่สมหวังเลย
ท่านเจ้าคุณอาจารย์ผู้เป็นเจ้าอาวาส ท่านเป็นนักปราชญ์ ราชบัณฑิต และเป็นอาจารย์สอน ป.ธ.7 - 9 ด้วย
อันที่จริง ท่านก็โปรดปราณพระมหาตะวันอยู่ไม่น้อย แต่มีความคิดเห็นหลายประเด็นขัดแย้งกันอยู่เสมอๆ
ไม่ใช่พูดเอาดี มีหลายอย่างที่ต่อมาจะโดยบังเอิญหรืออะไรก็ตาม ท่านเจ้าคุณอาจารย์ก็อนุโลมตามในภายหลัง
ทำนองว่า "ผู้เสนอไม่ได้อยู่สนองงาน" ส่วน "ผู้สนองงานเป็นแค่ผู้คอยรับคำบัญชาจากท่านเท่านั้นเอง"
อย่างไรก็ตามท่านเจ้าคุณอาจารย์ก็มีบทบาทสำคัญในทางกระตุกปัญญาตลอดมาของ "นายตะวัน" ไม่น้อยเลย
ทุกวันนี้เมื่อมีปัญหาให้ขบคิด ก็จะต้องหวนระลึกถึงมุมมองของท่านเจ้าคุณอาจารย์รูปนี้กำกับไว้ด้วยเสมอไป
และที่สำคัญก่อนจะย้ายออกมา (แต่ตัว..ส่วนสังกัดอยู่วัดนี้จนถึงวันสึก) ได้สำเร็จเป็น ป.ธ.9 อีกรูปหนึ่ง
ซึ่งไม่ใช่เส้นสายอย่างแน่นอน อย่างที่เคยกล่าวมาแล้ว จะสอบตกหรือสอบได้ รู้ตัวตั้งแต่อยู่ในสนามสอบแล้ว
พระมหาตะวัน (อำนวย นาคกนิษฐ) วันเข้ารับพระราชทานพัดยศเปรียญธรรม 9 ประโยค พ.ศ.2537
หลังจากสอบได้ ป.ธ.9 พระมหาตะวันก็เดินเท้าเปล่าจนถึงวันสึก เว้นแต่ไปในงาน ซึ่งคนทุกคนย่อมจะสวมรองเท้า
และได้ขออนุญาตหลวงเตี่ยและลาเจ้าคุณอาจารย์ออกไปอยู่ชนบท โดยตลอดปี 2537 ซึ่งเป็นปีสำเร็จ ป.ธ.9 นั้น
ได้สมาทานธุดงควัตรหลายข้อ ก่อนเข้าพรรษาได้เดินรุกขมูลจากลพบุรีไปกำแพงเพชร จำพรรษาที่วัดพัฒน์อีกครั้งหนึ่ง
พอออกพรรษาก็ได้เดินเลียบป่าห้วยขาแข้ง จากกำแพงเพชร ผ่านนครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี ถึงกาญจนบุรี
รวมระยะทางเดินรุกขมูลทั้งสิ้นประมาณ 600 กม. หรือรวมเวลาราวๆ 100 วันเศษ เดินวันละไม่ไกล ส่วนใหญ่ไม่เกิน 10 กม.
เพราะสุขภาพไม่ดี มีอาการของโรคกระเพาะอาหารกลับมากำเริบ เคยเป็นมาเรื่อยๆ มาหายขาดจริงๆ เอาตอนสึก (555)
การเดินรุกขมูลนี้ตอนแรกปรึกษามิตร ก็จะได้รับคำแนะนำว่า "ไปกับอาจารย์โน่นสิ ๆๆๆ" แต่ตอนสุดท้ายตัดสินใจว่า
"เราจบ ป.ธ.9 นี่หว่า วิชาการอะไรๆ ก็รู้มาหมด ถ้ามันจะตาย กลายเป็นคนมีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ก็ให้มันรู้ไป"
พระมหาตะวันก็จึงเดินป่าคนเดียว "สุดยอดครับ" พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า "นั่นคือห้วงเวลาที่สุดแสนวิเศษในชีวิตเลยทีเดียว"
แม้แต่เรื่องที่เคยหมิ่นประมาทครูบาอาจารย์ว่า "โม้" ก็จบลงได้ในห้วงเวลานี้ "มีจริงครับ" เสือสิงห์กระทิงป่ามาเดินวน
มาร (ผู้หญิง) มาผจญ เจอจริงทั้งนั้น แต่สิ่งที่เจอไม่จริงครับ (เพราะถ้าจริงก็คงตปะแตกหรือตายไปแล้ว) มันเป็นแค่นิมิต
อันเกิดจากจิตที่จวนเจียนจะสงบ แต่น่าอัศจรรย์ก็ตรงที่พอไปอยู่กลางป่า ภาพเหล่านั้นมันชัดเจนเสมือนจริงเสียจนน่าตกใจ
ที่รู้ได้ว่าไม่จริง ก็ด้วยเหตุด้วยผล เช่นพอรุ่งเช้าไม่มีร่องรอยอะไรให้หลงเหลืออยู่เลย ผ่านมาแล้วเอามาพูด ก็ฟังดูสนุกดี
แต่ตอนผจญจริง "สุดโหด" กว่าจะคุมสติได้ก็ต่อเมื่อตายเป็นตาย "ถ้าต้องเป็นเหยื่อของเสือในป่านี้ก็ขอถวายชีวิตอุทิศพระธรรม"
มันจึงไม่ง่ายอย่างที่เล่า ต้องใช้พลังจิต พลังความคิดทั้งหมดที่มีอยู่ อีกอย่างหนึ่งพอตกอยู่ในสภาพจนตรอกก็จึงตัดใจได้เอง
เปลี่ยนแต่กาย จิตยังใฝ่ไตรสิกขา
![]()
อ.ดร.สุธรรม ศรีหล่มสัก กัลยามิตรคนสำคัญอีกผู้หนึ่ง
พอออกจากป่าก็กลับมาบ้านเกิดช่วยหลวงพ่อวัดนากลาง ผู้เป็นต้นอาจารย์ก่อตั้ง "โรงเรียนไตรสิกขาวิทยา" สอนธรรมะบาลี
และสามัญศึกษาอยู่อีก 4-5 ปี แม้เป็นโรงเรียนเล็กๆ นักเรียนต่ำร้อย แต่ก็มีชื่อเสียงมาก เพราะนักเรียนสอบแข่งขันชนะ
ที่ 1 - 3 ในระดับภาค (5 จังหวัด) ได้ทุกปี แต่ก็มีปัญหาสังคมหมักหมมมากมาย กับจะพูดจะทำอะไรก็ไม่ถนัด
คล้ายลูบหน้าปะจมูกไปเสียหมด และที่โหดร้ายที่สุดก็คือ "น้ำตาของแม่" นับว่าเป็นช่วงเวลาที่สุดแสนจะแย่อีกครั้งหนึ่ง
นอกจากนี้พระมหาตะวันยังแอบเข้าไปพัวพันกับกรณีนายทุน (นักการเมืองอยู่เบื้องหลัง) เข้าไปบุกรุกที่สาธารณประโยชน์
"หนองกุงหนองแก้ว" (คอนแก้วบุ่งเบา) ที่มีมากถึง 3,900 ไร่ โดยการถวายฎีกาถึงในหลวง ก็ต้องเป็นธรรมดา
โทรศัพท์ขู่ฆ่าก็ย่อมมีอยู่แล้ว เอาอีกจนได้ชีวิต คิดไปคิดมา อะไรกันหนักหนา เป็นพระแท้ๆ แต่หาความสงบไม่ได้เลย
"สึกดีกว่า" เป็นคำตอบสุดท้าย แม้ดร.สุธรรม ศรีหล่มสัก อาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ผู้ปวาราณาตัวเป็นศิษย์
ใช้น้ำตาของลูกผู้ชายที่เสียดาย "พระอาจารย์" ห้ามไว้ก็ไม่ฟัง บังเกิดมีหนังสือ "ทิ้งทวน" ออกมาจนได้
สรุปชีวิตในร่มผ้ากาสาวพัสตร์ ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านอุปสรรคปัญหามาแล้วมากมาย ผลงานที่ฝากไว้ก็ไม่ใช่น้อย
เป็นครูใหญ่ตั้งแต่ยังเป็นเณร เป็นนักการศึกษาที่เสนอแนวคิดปฏิรูปการศึกษา จิตพิสัย 50 ทักษพิสัย 30 และพุทธิพิสัย 20
มาตั้งแต่เริ่มเป็นครูใหญ่บริหารการศึกษา แต่พูดไปก็เหมือนเป่าปี่ไม่มีคนฟัง จนทุกวันนี้การศึกษาของโลก ไม่ใช่แค่ของไทย
ก็ยัง "แย่" อยู่เหมือนเดิม คือยังไม่สามารถทำลายความหลงได้ คนทั้งโลกก็จึงตกอยู่ในสภาพ ยิ่งมีความรู้มากก็ยิ่งหลงมาก
คือบวกเอาความหลงความรู้ตัวเองเพิ่มเข้าไปด้วย ชนิดยิ่งจบดอกเตอร์ก็ยิ่งไม่เจอทางออก แล้วจะแก้ปัญหาของโลกได้อย่างไร ?
นี่คือสิ่งที่พระมหาตะวันฝากไว้ตั้งแต่ยังไม่สึก ถึงสึกแล้วนายตะวันก็ยังมุ่งมั่นสานต่อ "สื่อตะวัน" ซึ่งก็คืองานเดียวกันอยู่นั่นเอง
